เทคนิคที่ใช้ในการสร้าง PLC

 

 

 Professional Learning Community (PLC) หรือ  ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ  ซึ่ง คำๆนี้ ณ เวลานี้ ถูกกำหนดเป็นนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และมีเงื่อนผูกไปยังการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะอันเป็นความก้าวหน้าของครูผู้สอนแล้ว  จึงเป็นเรื่องที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องทำความเข้าใจเพื่อเตรียมการในการขานรับและขับเคลื่อนนโยบายแล้ว

 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าแนวทางนี้ใช่เลย!! หากครูและบุคลากรทางการศึกษา ช่วยกันสาน ถักทอ นโยบายนี้ไปยังห้องเรียนอย่างจริงจัง คุณภาพการศึกษาที่แท้จริงจะเกิดอย่างแน่นอน

 

ดังนั้นจึงขอแชร์ โดยสำเนาบทความ “เทคนิคที่ใช้ในการสร้าง PLC  จากเว็บไซต์ https://candmbsri.wordpress.com เพื่อศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ไปพร้อมๆ กัน นะครับ

 

เทคนิคที่ใช้ในการสร้าง PLC

เทคนิคที่ใช้ในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนทางรู้วิชาชีพ (PLC)

ในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) นั้นมีเทคนิคสำคัญหลักๆที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม ดังนี้

 

1.เทคนิคการทบทวนผลการปฏิบัติงาน (AFTER ACTION REVIEW)

ในยุคปัจจุบันที่องค์กรต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในกระบวนการจัดการความรู้ ก็คือ เครื่องมือที่มีชื่อว่า การทบทวนผลการปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR) สำหรับส่วนนี้จะนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับความหมายของเทคนิค (What it is) และวิธีการขั้นตอนการใช้เทคนิค (How to use it)  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

ความหมายของเทคนิคการสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (What it is)

เทคนิคการทบทวนผลการปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR)  เป็นเครื่องมือถอดบทเรียน หรือองค์ความรู้ เป็นการรวบรวมบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติ บางคนเรียกว่า เครื่องมือวิเคราะห์หลังปฏิบัติ การทบทวนหลังปฏิบัติงาน การทบทวนหลังทำกิจกรรม  เป็นต้น การทำ AAR นั้นสามารถดำเนินการได้ไม่ว่าการปฏิบัตินั้นๆ จะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะการทำ AAR มีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัตินั้นๆ เพื่อให้สามารถทำได้ดีขึ้นในครั้งต่อไปการทำ AAR จะอยู่ในส่วนหนึ่งของวงจรแห่งการวางแผนการเตรียมความพร้อม การปฏิบัติ และการทบทวน จะเห็นได้ว่ามีส่วนคล้ายกับวงจรที่ คุ้นเคย นั่นคือ วงจร PDCA (Plan, Do, Check, Act) นั่นเอง  โดย AAR จะเป็นการทบทวนวิธีการทำงานทั้งด้านความสำเร็จและปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อค้นหาคนที่ทำผิดพลาดไม่ใช่การกล่าวโทษใครทั้งสิ้นแต่เป็นการ ทบทวนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและเพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นอีกในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งวิธีการที่ดีอยู่ แล้ว โดยที่ผู้ทบทวนจะต้องทราบถึงเป้าหมายหรือสิ่งที่ตั้งเป้าไว้แล้วนำมา เปรียบเทียบกับสิ่งที่บรรลุเป็นการทบทวนการทำงานการปฏิบัติงานของตนเองโดย ยังไม่ต้องไปทบทวนหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

 

ในการทำ AAR นั้นเป็นการปฏิบัติเพื่อทบทวน (reflective practice) สิ่งที่ได้ดำเนินการมาแล้วเพื่อนำไปสู่การวางแผนดำเนินการในครั้งต่อไปที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไปโดยอาศัยหลักการสำคัญ ดังนี้

1) การทำให้เกิดความเข้าใจ โดยการให้ความหมาย การเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับการปฏิบัติ
2) การเพิ่มพลัง ให้ตนเอง และผู้อื่นจากการมีประสบการณ์
3) การกลับไปมองสิ่งที่ตัวเองทำอย่างเคยชินตามแนวคิดและความเชื่อของอาชีพ เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
4) การอธิบาย วิธี และเหตุผลของการกระทำของเรา
5) การตั้งคำถาม ข้อสงสัย ต่อสิ่งที่เราทำ เพื่อพัฒนาต่อเนื่อง
6) การสังเคราะห์ สิ่งที่เรารู้และปฏิบัติเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความรู้ใหม่
7) การ คิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ถึงสิ่งที่เราทำ โดยตั้งคำถามที่ท้าทาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
8) การถอดรหัส สัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ
9) การเชื่อมระหว่างการปฏิบัติและ ทฤษฎีบท เพื่อ ปรับทฤษฎีบท
10) เป็นการสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดจากการปฏิบัติของหลายคน หลายสถานที่

 

ส่วนใหญ่การทำ AAR มักจะทำเป็นกลุ่มโดยมีผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้นำทีม (team leader) (นิยมเรียกกันว่า คุณอำนวย”) เป็นผู้ผลักดันอาจจะทำเป็นระยะๆต่อเนื่องหรือทำเฉพาะภารกิจหลักๆในแต่ละ ครั้งก็ได้วิธีการนี้จะทำให้ทีมงานได้มีโอกาสในการทบทวนพฤติกรรมการทำงานของ ตนเองในกิจกรรมหนึ่งๆช่วยให้ทีมงานได้เข้าใจในเนื้องานมากขึ้นและเรียนรู้ จากประสบการณ์นั้นๆการที่ทีมงานได้มีโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกันจะช่วยในการ พัฒนาสมรรถนะการทำงานได้ดีขึ้นทั้งนี้ ผู้อำนวยความสะดวก(facilitator) หรือผู้นำทีม (team leader) หรือที่เรียกกันว่า คุณอำนวยนั้นมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของ AAR เป็นอย่างมากโดยเฉพาะต้องมีความสามารถที่จะสร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยน เรียนรู้บรรยากาศของความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันบรรยากาศของความเป็นทีมงานที่ ทำงานเป็นทีมโดยกำหนดให้มีผู้บันทึกเนื้อหาสาระ (คุณลิขิต) ที่ได้จากการทำกิจกรรมนี้

 

ขั้นตอนการใช้เทคนิคการทบทวนผลการปฏิบัติงาน (How to use it)  

1. รวบรวมพล/ผู้เข้าร่วม AAR : ควรทำ AAR ทันที หลังจากจบงานนั้นๆ หรือเร็วที่สุดที่จัดหาเวลาได้ เพราะยังจำได้ดี การเรียนรู้จะได้ถูกนำมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม

2. แนะนำกฎกติกามารยาท : สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองในการทำ AAR ต้องมีการเปิดใจและยอมรับที่จะเรียนรู้ ไม่มีการกล่าวโทษ ซ้ำเติม ตอกย้ำซึ่งกันและกัน ทุกคนควรมีส่วนร่วมในบรรยากาศที่อิสระไม่มีความเป็นเจ้านาย หรือลูกน้อง AAR เป็นการเรียนรู้จากเหตุการณ์มากกว่าการวิจารณ์ โดยมีมี  “คุณอำนวย” (Facilitator) เป็นผู้คอยกระตุ้น ตั้งคำถามให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ

3. ทบทวนเหตุการณ์การกระทำที่เกิดขึ้นและควรเกิดขึ้น : โดยมีคำถามดังนี้

1) เมื่อทำ นั้นทำอะไร ทำอย่างไร
2) คุณรู้สึกอย่างไร
3) ด้วยเหตุผลใด จึงทำเช่นนี้
4) มีปัจจัย หรือองค์ประกอบใด ที่มีผลต่อการทำ
5) อะไรคือเป้าประสงค์ที่ตั้งใจ
6) อะไรคือผลลัพธ์ที่เกิดจริง
7) ทฤษฎีบท กล่าวว่าอย่างไร
8) มีทางเลือกอะไรบ้าง
9) ครั้งหน้าจะทำให้แตกต่างอย่างไร
10) ทักษะและความรู้ที่ ต้องมีก่อนการทำครั้งหน้า
11) คุณคิดว่าเรียนรู้อะไร

4. บันทึกประเด็นสำคัญ :  การบันทึกประเด็นสำคัญหลังจากที่ได้มีการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในการทำ AAR แล้ว ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบเทียบกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ภายในทีมงานด้วยกันและเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมในองค์กร

 

2.เทคนิคการใช้เรื่องเล่า (STORYTELLING)

อีกหนึ่งเทคนิคในการใช้สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) ที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม ในครั้งนี้จะนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับความหมายของเทคนิคการใช้เรื่องเล่า (What it is) และวิธีการและขั้นตอนการใช้เทคนิคการใช้เรื่องเล่า (How to use it)  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

ความหมายของเทคนิคการใช้เรื่องเล่า (WHAT IT IS)

การเล่าเรื่อง (Story telling) เป็นวิถีทางในการเก็บข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์และชีวิตของผู้ให้ข้อมูล ถือว่าเป็นวิธีวิทยาเรื่องเล่า (Narrative Method) ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องของผู้ให้ข้อมูลผ่านวิธีการเล่าเรื่อง ให้ความสำคัญกับเสียงและประสบการณ์ที่ผ่านการเล่าเรื่องโดยผู้ให้ข้อมูล ทำให้ผู้วิจัยทราบและรับรู้ถึงชีวิตของผู้ให้ข้อมูล การเรื่องเล่าจึงเป็นวิถีที่ทำให้เกิดการค้นพบ ค้นหา และความหมายของเรื่องที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาจากผู้ให้ข้อมูล การประยุกต์ใช้เรื่องเล่าจึงต้องมีการประยุกต์ใช้และศึกษาอย่างเป็นองค์รวมโดยไม่ละทิ้ง เพิกเฉย ต่อรายละเอียดต่างๆที่ปรากฏในเรื่องเล่านั้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ ผู้ให้ข้อมูลทุกคนจะต้องเล่าเรื่องของตัวเองในภาษาของตน ภาษาเป็นพลังในการจัดระบบเรื่องเล่า และเป็นแม่พิมพ์ของเรื่องเล่า เรื่องเล่ามีความแตกต่างหลากหลายขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของผู้เล่าแต่ละบุคคล การวิเคราะห์เรื่องเล่าจึงต้องวิเคราะห์ผ่านโครงสร้างของภาษาที่ใช้ รูปแบบในการเล่าเรื่องมิได้เพียงสะท้อนลักษณะเฉพาะของผู้เล่าเท่านั้น โครงสร้างของเรื่องเล่าเองยังสามารถแสดงถึงสถานภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มุมมองต่อภาษา ตัวตน และโลกของผู้เล่าเรื่องได้ด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า เรื่องที่ใช้ในการเล่าในที่นี้หมายถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต การที่ผู้เล่านำประสบการณ์ของตนมาเล่านั้น ทำให้ผู้เล่ามีอำนาจในการต่อรอง เนื่องจากความเชื่อที่ว่า การเล่าเรื่องของตนเอง ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าผู้เล่า เรื่องเล่ายังเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันที่เราได้ปฏิบัติในทุกวัน การเล่าเรื่องผู้เล่าถือเป็นองค์ประธานที่ไม่สามารถแยกอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติจากสิ่งที่เล่า เรื่องเล่าถูกประกอบสร้างจากมิติของเวลา ภูมิศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม และสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดรูปแบบของการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป เรื่องเล่าจึงทำหน้าที่ตอบโต้และเปิดเผยให้เห็นถึงกลไกการทำงานของระบบโครงสร้างทางสังคมที่ครอบงำปัจเจกนั้นๆอยู่ ซึ่งผู้เล่าได้แสดงออกมาในเนื้อหาเหล่านั้น ดังที่ Robert Atkinson(1998 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ ,2552) ได้กล่าวใน Contexts and Use of Life Stories ว่าเรื่องเล่าหรือการศึกษาประวัติชีวิตนั้น ความสำคัญอยู่ที่ความพยามยามทำความเข้าใจตำแหน่งของผู้อื่นในชีวิต หรือการอธิบายตัวเองที่สัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อให้เสียงเหล่านั้นเป็นที่ได้ยิน เพื่อให้ผู้เล่าได้พูดเพื่อตนเองและพูดเกี่ยวกับตนเองก่อน Atkinson เชื่อว่าหากเราต้องการรู้จักประสบการณ์และทัศนะของปัจเจกบุคคล หนทางที่ดีที่สุดคือการฟังเจ้าของเสียงนั้น ดังนั้นในการเล่าเรื่องจึงควรจะเล่าจากถ้อยคำของเจ้าของเรื่องเอง ในแง่นี้ผู้เล่าจึงเป็นผู้ตีความคนแรก ผ่านการสร้างความจริงส่วนตัว และเรื่องที่เล่า ส่วนผู้ศึกษาก็คือผู้ที่เข้าไปเรียนรู้จากสิ่งที่ต้องการ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ ,2552)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องนั้น ผู้เล่าเรื่องจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากที่สุด แต่หากผู้ใช้เทคนิคดังกล่าวขาดทักษะที่สำคัญในการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องนั้น ก็อาจส่งผลความสมบูรณ์ของเรื่องเล่าตามที่ผู้วิจัยต้องการคำตอบมาเพื่อตอบคำถามในการศึกษา ดังนั้น ผู้วิจัยที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องควรมีทักษะที่สำคัญในการดำเนินการดังนี้ (Barbara Czarniawska, 2004 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ ,2552)) ดังนี้ (1) ทักษะการสังเกตการสร้างเรื่องราวที่เกิดขึ้น ต้องมีทักษะการจำแนกความแตกต่างระหว่างเรื่องราวในฐานะสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงไปตามระยะเวลา (Chronological accounts) และเรื่องราวในฐานะที่เป็นเรื่องเล่าที่มีการกำหนดโครงเรื่อง (Emplotted narratives) ทั้งนี้ การทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไล่เรียงไปตามเวลาปฏิทินนั้นมีลักษณะเป็นการย้อนนึกไปในอดีต (retrospective process) แต่ทว่า ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นร้อยรัดเข้าด้วยกัน ในลักษณะของเรื่องเล่ากันได้อย่างไร (2) ทักษะการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นการที่คนสองคนมาแสวงหาความรู้ร่วมกันและทำความเข้าใจต่อกันโดยอาศัยบทสนทนาที่เป็นบทสนทนาอันแสนธรรมดาอย่างที่สุด การสัมภาษณ์เป็นเสมือนการปฏิสังสรรค์และเป็นพื้นที่แห่งการผลิตเรื่องเล่าให้เกิดขึ้น โดยนำทฤษฎีปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์ (Symbolic interactionism) มาเป็นฐานคิดในการสัมภาษณ์ของนักวิจัยแนวเรื่องเล่า (3) ทักษะการทำความเข้าใจการหลีกเลี่ยงชี้แจงเหตุผลของคู่สนทนา ผู้วิจัยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลอะไร เมื่อเรามีพันธะอยู่กับพฤติกรรมการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และการกระทำนั้นสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ให้การยอมรับต่อพฤติกรรมนั้นๆ  (4) ทักษะการตีความเรื่องราว (Interpret the stories: what do they say?) (5) ทักษะการวิเคราะห์เรื่องราว (Analyze the stories: how do they say?) หรือการอ่านเรื่องเล่า (Reading narratives) เป็นการวิเคราะห์และการตีความหมายเรื่องราวที่คู่สนทนาได้พูดคุยกับนักวิจัย ได้พัฒนา การตีความสามระดับ” (Hermeneutic triad) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือช่วยในการจำแนกแยกแยะและวิเคราะห์ตีความเรื่องราวของนักวิจัยแนวเรื่องเล่า คือ การสร้างความกระจ่างชัด (Explication) การอภิปรายความ (Explanation) และการสำรวจค้น (Exploration) (6) ทักษะการรื้อสร้างเรื่องราว (Deconstruct the stories: unmake them) คือการถอดความให้เห็นตรรกะที่มีความหมายอันขัดแย้งกัน (7) ทักษะการสร้างเรื่อง (Put your own story) และ (8) ทักษะการแยกแยะ/เชื่อมโยงกับเรื่องราวอื่นๆ (Set it against/together with other stories)

 

ขั้นตอนการใช้เทคนิคการใช้เรื่องเล่า (HOW TO USE IT) 

ในการศึกษาที่ใช้เรื่องเล่าในการศึกษามักเน้นความหมายของภาษา (Narrative semantics) โดยเน้นแนวเรื่องเล่าที่รวมศูนย์ความสนใจอยู่ที่เนื้อหา (contents) อันมากมายของเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของบุคคลผู้เล่าเรื่องเป็นสำคัญ ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาที่มีมาตรฐาน (Standard content-analytic techniques) ในการวิเคราะห์เรื่องราว หรือสิ่งที่นักวิจัยเก็บรวบรวมในลักษณะของเรื่องเล่า เช่น การถามด้วยคำถามที่เปิดให้ผู้ตอบเล่าเรื่องราว การวิจัยแนวเรื่องเล่าที่เน้นความหมายของภาษาหรือความหมายของเรื่องเล่า บางครั้งเรียกว่า การวิจัยเรื่องเล่าที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประสบการณ์ (experience-centred narrative research) (Wendy Patterson, 2008 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2552) โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ คือ

1. การสร้างสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในกลุ่มและผู้เล่าเรื่อง โดย Facilitator อธิบายวัตถุประสงค์ในการศึกษา สิ่งที่ต้องการศึกษาหรือต้องการให้เล่าแก่ผู้ให้ข้อมูลและแจ้งการพิทักษ์สิทธิ์แก่ผู้ให้ข้อมูลที่ผู้ให้ข้อมูลไม่ต้องการให้เปิดเผย เช่น ชื่อนามสกุล

2. ให้ผู้ให้ข้อมูลเล่าเรื่องจากจากประสบการณ์และนำถ้อยคำที่มีการพูดออกมา ไปสู่การเรียบเรียงเป็นตัวบทลายลักษณ์อักษร ตรวจสอบว่ามีความครบถ้วนและน่าเชื่อถือได้ เพียงไร โดยในการเล่าเรื่อง ผู้เล่าเรื่องตามวัตถุประสงค์การศึกษาโดยในเรื่องเล่าแต่ละเรื่อง ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้ (Eric Miller,2011)

1) ตัวละครในเรื่องเล่า (Characters) มีใครบ้าง
2) สถานที่ (Place)
3) เวลา (Time) : ต่อเนื่อง หรือ ก้าวข้ามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
4) เค้าโครงเรื่อง (Storyline or Plot)
5) องค์ประกอบทางประสาทสัมผัส (Sensory Elements) : กลิ่น รส สี พื้นผิวและอื่น ๆ
6) วัตถุ (Objects) : เช่น เครื่องแต่งกาย ของใช้
7) ลักษณะทางกายภาพและทัศนคติของตัวละคร (Physical gestures, and attitudes)
8) อารมณ์ความรู้สึกในเรื่อง (Emotions in the story) : ตัวละคร ผู้เล่าและผู้ฟัง
9) มุมมองของผู้เล่าเรื่อง (Narrator’s Point of View) : ใครเป็นคนเล่า? เป็นเรื่องราวที่ถูกบอกโดยตัวละครในเรื่องนี้หรือไม่?
10) โทนเสียงและลักษณะเสียงของผู้เล่า (Narrator’s Tone of Voice,Style) : สบายๆ เป็นทางการ อื่นๆ
11) ใจความสำคัญของเรื่อง (Theme) : ความหมาย , ศีลธรรม, ข้อความ, ความคิดองค์ประกอบข้อนี้ได้มาจากการวิเคราะห์ สรุปจากองค์ประกอบที่ 1 -10

3. ตีความหมายจากเรื่องเล่านั้น

ตัวอย่าง : โครงสร้างของเรื่องเล่าที่ดีจะมี 9 องค์ประกอบ และมี 5 ประเด็นที่ควรเล่าเรื่องไปพร้อมๆ กัน เริ่มจาก    1    2 + 3    4 + 5 + 6    7 + 8 และ 9 ตามลำดับ

 

 แนวคำถามสำหรับการเล่าเรื่อง

1. เมื่อไหร่ (เรื่องที่ท่านกำลังจะเล่าที่นี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่)
2. ที่ไหน (เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน)
3. ใคร (เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างใครกับใคร)
4.  อะไร (ท่านทำอะไร)
5. การโต้ตอบ (มีการโต้ตอบอย่างไร)
6. ความรู้สึก (ท่านมีความรู้สึกอย่างไร)
7. การกระทำ (ท่านมีกระบวนการอย่างไรบ้าง)
8. ผลลัพธ์ (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร)
9. การเปลี่ยนแปลง (เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร)


เอกสารอ้างอิง

 

  • ประเวศ วะสี และคณะ. (2547). ธรรมชาติของสรรพสิ่ง: การเข้าถึง ความจริงทั้งหมด. กรุงเทพฯ: ร่วมด้วยช่วยกัน.
  • พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุต.โต). (2542). เพื่อชุมชนแห่งการศึกษาและ บรรยากาศทางวิชาการ (คุณธรรมของครูอาจารย์และ ผู้บริหาร). กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
  • วิจารณ์ พานิช. (2554). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: ตถาตาพลับลิเคชั่นจําากัด.
  • สุรพล ธรรมร่มดี, ทัศนีย์ จันอินทร์, และคงกฤช ไตรยวงค์. (2553).อาศรมศิลป์วิจัย: การวิจัยและพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ แนวจิตตปัญญา. โครงการเอกสารวิชาการการเรียนรู้สู่ การเปลี่ยนแปลง ลําดับที่ 8. นครปฐม: เอมี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จํากัด.
  • Stoehr, J., Banks, M., & Allen, L.  (2011).  PLCs, DI, & RTI: A Tapestry  for school change. 
    Thousand Oakes, California: Crowin.
  • Senge, P. M. (1990). The Fifth Discipline: The Art and Practice of the Learning Organization.
    Doubleday, New York, NY: MCB UP Ltd.
  • Senge, P. M., N. Cambron-McCabe, T. Lucas, A. Kleiner, J.Dutton, & B. Smith. (2000).
    Schools that Learn:A Fifth Discipline Fieldbook for Educators, Parents, and Everyone Who Cares about Education. New York: Doubleda

ที่มา ; https://candmbsri.wordpress.com

 

ความเห็นของผู้ชม