10 นโยบายศึกษาธิการไทยตอบโจทย์เทรนด์การศึกษาโลก

 

นโยบายศึกษาที่ยกระดับคุณภาพ ความเสมอภาคและการมีประสิทธิภาพ

 

เทรนด์ (Trend) หมายถึง ทิศทาง แนวโน้ม หรือ สิ่งที่กำลังเป็นที่นิยม ณ เวลานั้น ๆ หากเรากำลังนึกถึงเวลานี้ (พ.ศ. 2559) เทรนด์เป็นอย่างไร เช่น การบริการดูแลผู้สูงอายุ อาหารเพื่อสุขภาพ การประกันชีวิต นั้นเทรนด์สุขภาพ การทำบรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ พลังงานทางเลือก เกษตรหรืออาหารอินทรีย์ การปลูกผักออร์แกนิก นั้นเทรนด์การค้าขายหรือเศรษฐกิจ การเสริมหน้าปะจมูก ดัดฟัน การแต่งตัวออกแนวๆ นั้นเทรนด์ความงามและบริการ การบริการคอนเท้นท์ออนไลน์ พัฒนาซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น สื่อสารทางโซเซียลมีเดีย ( Facebook,Line) นั้นแนวโน้มด้านเทคโนโลยี การทำโยคะ นั่งสมาธิ ท่องเที่ยวอนุรักษ์ นั้นเทรนด์โน้มด้านศิลปะวัฒนธรรม ทั้งหมดช่วยขยายนิยามคำว่า “เทรนด์” ครับ

 

เทรนด์ด้านการศึกษาโลกมีอะไรบ้าง?

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ศึกษาสภาวการณ์และแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาของโลกศตวรรษที่ 21 โดยการวิจัยเอกสาร พบว่า โดยภาพรวมแนวโน้มของโลกให้ความสำคัญเรื่องสิทธิด้านการศึกษาและธรรมาภิบาล ด้านอาหารและน้ำ ด้านพลังงาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิตอล และด้านเศรษฐกิจ โดยแต่ละด้านต้องเชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาการศึกษา ซึ่งก็หมายความว่า การศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้องในเกือบทุกมิติของการพัฒนาสังคม (การศึกษาสำคัญสุด ๆ )

 

ส่วนแนวโน้มในการพัฒนาการศึกษาหลังปี ค.. 2015 ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพ ความเสมอภาค และประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ขยายความ “เทรนด์” แต่ละด้าน ดังนี้

   1) ด้านคุณภาพการศึกษา มุ่งไปที่เรื่องการพัฒนาคุณภาพของครู กระบวนการเรียนรู้และการวัดผลที่อิงคุณภาพเด็ก การจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติและของโลก การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม มีทักษะชีวิต และมีความรับผิดชอบ

   กระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหัวใจของคุณภาพการศึกษา ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้เน้นผู้เรียนสำคัญ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล และการใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกและการเข้าถึงการเรียนรู้มากขึ้น รวมถึงการติดตามความสำเร็จของผู้เรียน

           2) ด้านความเสมอภาคทางการศึกษา มุ่งไปที่เรื่องสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ความเสมอภาคของกลุ่มด้อยโอกาสในการพัฒนาทักษะ และการเพิ่มการเข้าเรียนหลังการศึกษาขั้นพื้นฐาน

           3) ด้านประสิทธิภาพการศึกษา มุ่งไปที่เรื่องการจัดสรรทรัพยากร ระบบธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่จัดการศึกษา การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การศึกษาภาคภาคประชาชน และกลไกการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของบุคคลทุกช่วงวัย

 

จะเห็นได้ว่า ทิศทางการศึกษาของโลกหลังปี 2015 เป็นการศึกษาที่มุ่งเป้าไปที่เรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ และโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในทุกช่วงชีวิต และนั่นเป็นโจทย์การศึกษาระดับโลก

 

การศึกษาไทยมีแนวโน้มอย่างไร?

การศึกษาไทยนอกจากจะตอบโจทย์ประเทศแล้ว ก็ต้องตอบโจทย์การศึกษาของโลกด้วย โจทย์ตนเอง ดูได้จากสองบริบทใหญ่ ได้แก่ หนึ่งสภาพปัญหาและความต้องการ และสอง ดูจากกรอบใหญ่ ๆ อันเป็นเข็มมุ่งการพัฒนาประเทศ ทั้งนโยบายของรัฐบาล  กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (.. 2560-2579) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.. 2558-2564 ทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (.. 2560-2564) และทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ (.. 2560-2574) ก็จะพบว่า เข็มมุ่งไปที่การยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และลดความเหลื่อมล้าอย่างทั่วถึง ผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการและรองรับการพัฒนาประเทศ  โดยการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้  ซึ่งก็ไม่บิดเบี้ยวไปจากทิศทางการศึกษาเทรนด์ของโลก

 

เทรนด์การศึกษาไทยตอบโจทย์การศึกษาโลกมีอะไรบ้าง?

กระทรวงศึกษาธิการไทย โดยการนำของ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำนโยบายสำคัญ ๆ เพื่อตอบโจทย์การศึกษาไทยและขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์การศึกษาโลกด้วย ซึ่งขอยกมา 10  เรื่องเด่น ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ดังนี้

 

1. ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้  มุ่งแก้ปัญหาเด็กเรียนในห้องเรียนมากเกินไป มีการบ้านมาก นักเรียนเครียดไม่มีความสุข การเรียนการสอนไม่ส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ โดยการออกแบบจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนอย่างหลากหลายตามรายการและบริบทของโรงเรียน ตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไปของทุกวัน เพื่อพัฒนา 4H คือ การพัฒนาสมอง การคิดวิเคราะห์ (Head) พัฒนาจิตใจ คุณธรรมจริยธรรม (Heart) ทักษะฝีมือ (Hand) และสุขภาพ (Health) กับนักเรียนโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายนำร่อง 4,100 โรงเรียน ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2559 และเพิ่มเติมอีก 15,897 โรงเรียน (ร้อยละ 50) ในปีการศึกษา 2559 ผลการดำเนินการในรอบ 6 เดือน พบว่า คะแนนเฉลี่ย O-Net ของโรงเรียนนำร่องดีขึ้น ผลสำรวจความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องภาพรวมพึงพอใจ โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา

 

2. โรงเรียนประชารัฐ เป็นโรงเรียนภายใต้โครงการ “สานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ” ที่เกิดจากความร่วมมือภาครัฐ (กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวม 25 องค์กร จับมือกันขับเคลื่อนเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาพื้นฐาน มุ่งหวังให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์  ผู้นำ (ครู ผู้บริหารฯ) ได้รับการพัฒนาให้มีสัมฤทธิผล โรงเรียนยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศโดยรวม ประชารัฐการศึกษาจัดเป็นประชารัฐย่อยใต้ร่มประชารัฐใหญ่ของรัฐบาลเพื่อตอบโจทย์ให้กับประเทศ 3 ด้าน (การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างศักยภาพการแข่งขัน และการสร้างคุณภาพทรัพยากรมนุษย์) โดยเป้าหมายของโรงเรียนประชารัฐกำหนดตำบลละ 1 โรงเรียน รวม 7,424 โรงเรียน (ระยะแรก 3,342 โรงเรียน)  กิจกรรมหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูล วิเคราะห์ วิจัย การสนับสนุนทรัพยากร รวมทั้งการเรียนรู้วิธีการสอนผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ภายใต้การดูแลและให้ความช่วยเหลือของ School Partners จากภาคเอกชนประมาณ 1,000 คน External Volunteer (นักศึกษา) และมี School Sponsor(CEO)จากภาครัฐและภาคเอกชน ขณะเริ่มดำเนินการแล้ว  โรงเรียนประชารัฐเป็นการตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา ความเสมอภาค และประสิทธิภาพการจัดการศึกษา

 

3. สะเต็มศึกษา (STEM) เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์(S) เทคโนโลยี(T) กระบวนการทางวิศวกรรม(E) และคณิตศาสตร์(M) เข้าด้วยกัน อันจะเป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้ขาดการบูรณาการ ไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง ขณะที่จำเป็นเตรียมเด็กให้สามารถคิดวิเคราะห์ พัฒนานวัตกรรม ผลผลิตใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับทักษะการเรียนรู้ คุณลักษณะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning  โครงงานวิทยาศาสตร์เชิงนวัตกรรม และกิจกรรมสร้างความตระหนัก โดยมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. จากเขตพื้นที่การศึกษาเขตละ 10 โรงเรียน รวม 2,250 แห่ง เป็นเป้าหมายดำเนินงาน มีโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นศูนย์อบรมและให้คำปรึกษาด้านหลักสูตรฝึกอบรม มีโรงเรียนศูนย์สะเต็มศึกษาภาคและโรงเรียนเครือข่ายสะเต็มศึกษาเป็นแบบอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเดินเคียงข้างโรงเรียนเป้าหมาย ขณะนี้กำลังเตรียมดำเนินการ สะเต็มศึกษาเป็นโครงการที่จะการตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา

 

4. การยกระดับภาษาอังกฤษ  ภายใต้โครงการ English Boot Camp การพัฒนาครูแกนนำด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ “ เพื่อแก้ปัญหาครูสอนภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ ครูขาดทักษะและเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ ในขณะที่ภาษาอังกฤษมีความสำคัญและจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน โดยใช้รูปแบบจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบเข้ม (ใช้ภาษาอังกฤษระหว่างอบรม วิทยากรเจ้าของภาษา ประเมินทักษะภาษาอังกฤษ และสร้างวิทยากรแกนนำเพื่อขยายผล) กับกลุ่มเป้าหมายครูที่ผ่านการคัดเลือกที่มีความสามารถภาษาอังกฤษระดับ B1 จำนวน 350 คน ผลที่คาดหวังครูแกนนำได้รับการพัฒนาและมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ นักเรียนของโรงเรียนครูแกนนำได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมปรับหลักสูตรขยายเวลาเรียนภาษาอังกฤษเป็นสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง  โครงการ English BootCamp ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา

 

5. ป.1 อ่านออกเขียนได้ภายใน 1 ปี  เป็นการแก้ปัญหานักเรียนบางส่วนยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และส่งเสริมนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่อง ภายใต้โครงการ “พลิกโฉมโรงเรียนทำให้นักเรียน ป.1 อ่านออกเขียนได้ใน 1 ปี “ โดยมีเป้าหมายโรงเรียน สพฐ. ทุกโรงเรียน มีตัวชี้วัดที่สำคัญคือ นักเรียนชั้น ป.1 ทุกคนอ่านออกเขียนได้ นักเรียนชั้น ป.2 ขึ้นไปอ่านคล่องเขียนคล่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสูงขึ้น นักเรียนมีทักษะการอ่าน คิด วิเคราะห์ฯ ซึ่งผลการดำเนินการมาระยะหนึ่ง พบว่า ประสบผลสำเร็จพอสมควรแต่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายซึ่งต้องพัฒนาต่อไป  โครงการนี้ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา

 

6. โครงการ DL Thailand  เป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล ประกอบไปด้วย 2 รูปแบบ ได้แก่ 1)  DLTV ; การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (Distance Learning Television) คือรูปแบบจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ “ครูตู้”  เพื่อแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล ขาดโอกาส ประสบปัญหาการมีครูไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงสาขาวิชา โดยการรับสัญญาณถ่ายทอดจากโรงเรียนต้นทาง (โรงเรียนวังไกลกังวล อ.หัวหิน) มายังโรงเรียนปลายทาง (โรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. จำนวน 15,369 แห่ง) โดยโรงเรียนสามารถเลือกวิธีการจัดได้ตามความเหมาะสมและบริบท ได้ทั้งดูจาก “ครูตู้” สด ๆ หรือ เปิด DVD ที่อัดสำเนาครูตู้เอาไว้  2) DLIT  ; การจัดการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Distance Learning  Information Technology) คือรูปแบบจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (บนเว็บไซต์ www.dlit.ac.th  ซึ่งมีทั้งห้องสมุดออนไลน์ ห้องเรียนคุณภาพ คลังสื่อ คลังข้อสอบ ชุมชนแห่งการพัฒนา และเว็บไซต์อื่น) กลุ่มเป้าหมายสำหรับโรงเรียนอื่น ๆ  โดยโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นเป้าหมายรูปแบบแรกสามารถเลือกใช้รูปแบบนี้เพิ่มเติมได้  ทั้งสองกิจกรรมได้ดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว พบว่า ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้เป็นอย่างดี  โครงการ DL Thailand ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษาและความเสมอภาคทางการศึกษา

 

7. การผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (คุรุทายาท) เป็นโครงการทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาคนเก่งไม่อยากเรียนสายครู ขาดแคลนครูในสาขาเฉพาะ และขาดแคลนครูในบางพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลชายขอบ ทุรกันดาร โดยวิธีการคัดเลือกนักเรียน และนักศึกษา เข้าโครงการ แล้วศึกษาต่อปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อจบแล้วจะได้รับการบรรจุเป็นครู(ครูผู้ช่วย) ทดแทนอัตราครูเกษียณตามภูมิลำเนาเดิม  ในสถานศึกษา สพฐ. ( จำนวน 45,226 อัตรา) สอศ. (2,453 อัตรา) กทม. 595 อัตรา และ กศน. 100 อัตรา) รวมทั้งสินา 48,374 อัตรา โดยจะบรรจุช่วงปี 2559-2568 การผลิตครูตามโครงการดังกล่าวทำสองช่วงโดยให้ดำเนินการในช่วง 3 ปี (พ.ศ. 2559-2561) ก่อน จากนั้นให้ส่วนราชการดำเนินการในระยะต่อไปโดยจะนำไปบรรจุในแผนพัฒนาประเทศเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ดำเนินการต่อ โครงการนี้จะได้คนเก่ง คนดีมาเป็นครูที่บ้านเกิดเป็นตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา

 

8. TEPE Online  การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยระบบ TEPE Online (Teachers and Educational  Personals  Enhancement Based on Mission and Functional Areas as Majors) เป็นการพัฒนาด้วยระบบออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาครูทิ้งห้องเรียน ทิ้งนักเรียนไปอบรม ความสิ้นเปลืองงบประมาณการอบรม การอบรมที่ไม่ตรงและไม่ครอบคลุมความต้องการของครู อันจะเป็นการคืนครูสู่ห้องเรียน ใช้กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ยึดโรงเรียนเป็นฐานการพัฒนา ประสบการณ์วิชาชีพ และผลการพัฒนาสามารถใช้เป็นเครื่องมือพัฒนางานและพัฒนาวิชาชีพได้ ภายใต้สโลแกน “ทุกคน ทุกที่  ทุกเวลา” โดยมีเป้าหมายเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. ในทุกสายงาน สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามต้องการในหลักสูตร 5 กลุ่ม (เตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มครูผู้ช่วย การพัฒนางานในหน้าที่ การขอมีและขอต่อใบประกอบวิชาชีพครู การพัฒนาก่อนแต่งตั้งมีและเลื่อนวิทยฐานะ และการพัฒนาก่อนแต่งตั้งสู่ตำแหน่ง) ผ่านเว็บไซต์  www.tepeonline.org  ที่มีขั้นตอนของการลงทะเบียนเรียนทางเว็บไซต์ การเรียนรู้พัฒนา  การยื่นขอรับรองความรู้ การทดสอบความรู้  การรับรองความรู้ TEPE Online ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษาและประสิทธิภาพการจัดการศึกษา

 

9. การรวบโรงเรียนขนาดเล็ก  เป็นนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพฐ.ที่มีครูไม่ครบชั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยภาพรวมต่ำ ประกอบกับนโยบายส่งเสริมสนับสนุนและแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจังของรัฐบาล มีเป้าหมายที่จะเพิ่มโอกาสและยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่ง โดยใช้หลากหลายรูปแบบวิธีการ เช่น การควบรวมโรงเรียน (ปี 2559-2560 สพฐ. มีแผนที่จะควบรวม 10,971 โรง) จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นช่วยสอน จัดสรรอุปกรณ์ดาวเทียม จัดทำ School Mapping  เป็นต้น ผลการดำเนินการมาระยะหนึ่ง ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับโอกาสและคุณภาพการศึกษา ได้รับความช่วยเหลือตามความต้องการจำเป็น การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ส่วนการควบรวมโรงเรียนอยู่ในขั้นเสนอแผน และจะได้ดำเนินการต่อไป นโยบายนี้ตอบโจทย์ทั้งการยกระดับคุณภาพการศึกษา ความเสมอภาคทางการศึกษาและประสิทธิภาพการจัดการศึกษา

 

10. การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เป็นการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาแบบเร่งด่วน ด้วยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และ 11/2559 การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ด้วยเหตุผลและความจำเป็นในการบูรณาการงานระดับพื้นที่ การบังคับบัญชาสั่งการเดียวที่ชัดเจน ความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ และความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล โดยมีธงชัยคือโอกาสและคุณภาพการศึกษา ซึ่งการจัดโครงสร้างการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคดังกล่าว กำหนดให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค 18 ภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในทุกจังหวัด กำหนดบุคคลทำหน้าที่ศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัด และมีองค์คณะบริหารทั้งในระดับนโยบาย (คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ; คปภ.) และระดับปฏิบัติ (คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ว กศจ. และคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด 3 คณะ ; อกศจ.) เพื่อขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินการด้วยความเข้มข้น  นโยบายนี้ตอบโจทย์เรื่องการยกระดับคุณภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษา

 

จะเห็นได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนโยบายหรือโครงการต่าง ๆ มุ่งแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพ โอกาสและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ  ขณะเดียวกันก็เป็นไปตามทิศทางการศึกษา(เทรนด์) ของโลกด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ นโยบาย แผน หรือ โครงการ จะเป็นลักษณะ “แพนแล้วนิ่ง” หากเป็นแค่ แนวคิด หรือ โมเดล ที่สวยหรู่ นำไปสู่การปฏิบัติที่ยาก หรือ กลไกการนำไปสู่การปฏิบัติที่ขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น เราท่านถือว่าเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญระดับปฏิบัติ ควรศึกษาทำความเข้าใจนโยบาย และช่วยกันเป็นพลังขับเคลื่อนฯ โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่าย ทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ สร้างสรรค์  เราจะถึงธงชัยของการปฏิรูปการศึกษาอย่างแน่นอน

 

 

ร่วมด้วยช่วยกันครับ

สอบได้ไม่ง้อติว   Dr.borworn

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

1.งานวิจัยสำนักงานเลขาสภาการศึกษา

2. นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

ความเห็นของผู้ชม