เป้าหมายอันยิ่งใหญ่คือการช่วยให้ท่านสอบได้

 

การบรรลุเป้าหมายทำให้ท่าน "สอบได้" คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน

 

        หากมีคนถามว่า ความสำเร็จคืออะไร  เราจะตอบว่าอย่างไร ?

 

 เราคงมีคำตอบไปในทำนองเดียวกัน ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้างในการเลือกใช้คำ ว่า ความสำเร็จคือ การที่เราได้ไปถึงสิ่งที่คาดหวังเอาไว้  ความสำเร็จ คือการบรรลุเป้าหมายสูงสุด ความสำเร็จคือ การได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เป็นต้น แต่คงคิดนานหน่อยเพราะเป็นนามธรรม และเชื่อว่าเราก็ไม่ได้ใส่ใจถึงความหมายของมันมากนักหรอก

 

 แต่หากถามว่า อะไรคือความสำเร็จของคุณ ? อะไรคือเป้าหมายสูงสุดของคุณ ? อะไรคือความคาดหวังหรือสิ่งต้องการของคุณ ? ผมว่าเราตอบง่ายขึ้น เพราะมันเป็นรูปธรรมและที่สำคัญมันเริ่มเกี่ยวข้องกับตัวเราแล้ว บ้างอาจจะตอบว่า การมีอาชีพที่มั่นคงและรายได้เลี้ยงตัว มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง เป็นเจ้าคนนายคน เป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี มีเกียรติคนนับหน้าถือตา  ร่ำรวยมีเงินเก็บเป็นร้อยล้าน เป็นเจ้าของธุรกิจมีสาขาทั่วประเทศ หรือ ได้ช่วยเหลือคน ได้ตั้งกองทุน มูลนิธิเพื่อการกุศล ได้ทำงานที่องค์กรระหว่างประเทศ  เป็นต้น

 

 และหากถามว่า หากให้คุณเล่าประวัติ ความสำเร็จของคุณซักสามนาที ทำได้ไหม ? แน่นอนทุกคนเล่าได้ อาจสามนาที ห้านาที สามสิบนาที หรือเป็นชั่วโมง เพราะมันเรื่องของเราแท้ ๆ เราทำไมจะเล่าไม่ได้  ใช่ไหมครับ

 

 เป็นผม หากบอกว่า ให้คุณเล่าชีวิตและความสำเร็จของคุณมา อะไรก็ได้ ที่คุณจำได้ ให้เวลาสิบนาที เอาเลย เริ่มเลย ผมจะเริ่มอย่างนี้....

 

  ผมลูกชาวนา เกิดที่บ้านนอก ดูเหมือนยังวันวาน แต่มันก็นานมาแล้ว รับรู้ได้ถึงกลิ่นโคลนสาบควาย ติดปลายจมูกทุกลมหายใจ  ในค่ำคืนที่ฟ้าร้องมีเถียงนาน้อยใช้กั้นฟ้ารั่ว โดยมีเสียงร้องของกบ เขียด เป็นดนตรีกล่อมนอนในฤดูปักดำ เช้าของความเหน็บหนาวในยามเก็บเกี่ยว แต่มันแสนอบอุ่นและหอมกรุ่นเมื่อซุกตัวใต้กองฟาง  เที่ยงวันของเดือนเมษายน เด็กเลี้ยงควายอย่างผมต้องเดินย่ำบนทุ่งทรายที่สุดจะร้อนเพื่อต้อนควายไปตามฝูง ....ผมจำได้

 

          ผมลูกคนจน ต้องเดินไปโรงเรียนและกลับถึงบ้านประมาณวันละสี่กิโลเมตร ตั้งแค่เข้า ป ขี้ไก่ จนถึงประถมปลาย และปั่นจักรยานไปกลับวันละหลายกิโลเมตร กว่าจะจบชั้นมัธยมต้นอันเป็นผลผลิตของโรงเรียนราษฎร์ และต้องห้อยโหน นั่งบนหลังคารถสองแถวไปกลับเช้าเย็นทุกวัน ๆ เมื่อคราวเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนต่างอำเภอ ผ่านสามฝนสามหนาวจนจบ ม.ศ. 5 .... ผมจำได้ดี และผมรับรู้ถึงความหนาวเหน็บเมื่อรถวิ่งผ่านสายฝน หรือฝ่าหมอกลมหนาวบนหลังคารถ โดยไม่ใส่เสื้อกันฝนหรือกันหนาว เพราะวัยรุ่นใส่แล้วรู้สึกว่ามันไม่เท่ห์

 

          ผมได้รับทุนการศึกษา เดือนละ 600 บาท เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เมื่อคราวเป็นนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ เรียนตลอดสี่ปีด้วยความมุ่งมั่น มานะ อดทน และสำเร็จมาได้ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.65 มีตัว  F มี U และ ตัว A ซึ่งเรียกว่า “เกรด” ปะปนกันไป บนทรานสคริปในวิชาเอก “ชีวะ-เคมี”  คุณพ่อผมท่านเป็นนักสถิติและนักวัดประเมินผลตัวยง แจ้งค่าใช้จ่ายที่ทางบ้านดิ้นรนหาให้เป็นค่าใช้จ่ายจนเรียนจบปริญญาตรี รวม 84,000 บาท ...ผมจำได้  และจำนวนเงินก้อนสุดท้ายที่ขอเป็นค่าตัดชุดสีกากี... ผมยิ่งจำได้

 

          เมื่อกลางปี 2530 หลังจากเรียนจบ ทาง ก.ค. หรือ คณะกรรมการข้าราชการครู(ตอนนั้น) ได้เปิดสอบบรรจุครูประถมศึกษา (อาจารย์ 1 ระดับ 3 สังกัด สปช.) มีการสอบขึ้นบัญชีรวมทั้งประเทศ แต่สอบที่สนามสอบภูมิภาค มีเวลาเตรียมสอบไม่มากนักเพราะเพิ่งเรียนจบ แต่ผมก็ทำข้อสอบด้วยความมั่นใจ ผลสอบได้ลำดับบรรจุฯ อารมณ์นั้น ตื่นเต้น ดีใจสุด ๆ จะได้เป็นครู....ผิดหวังชั่วขณะ เพราะปีนั้นมีการทุจริตการสอบที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ผมต้องสอบรอบสอง คราวนี้สอบได้ที่ดีขึ้น อาจเป็นเพราะตัดกลุ่มคนทุจริตออก หรือมีเวลาเตรียมตัวนานขึ้นก็เป็นได้ ....ดีใจ สมหวัง ประสบผลสำเร็จ...อันนี้ผมจำไม่รู้ลืม


         
ปลายเดือน กรกฏาคม ปี 2530  ผมได้รับการบรรจุเป็นครู ที่โรงเรียนประถม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(สปช) ที่จังหวัดตอนบนภาคอีสาน มันเป็นอะไรที่อารมณ์ฮาไม่ออก หลังจากไปเลือกโรงเรียนที่คุรุสภา ที่มีบอร์ดใหญ่ ยาว ให้ดูเพื่อเลือกรายชื่อโรงเรียนพร้อมคำบรรยายคุณลักษณะโรงเรียน แน่นอนผมเลือกโรงเรียนที่มีความสะดวก มีประปา ไฟฟ้า ถนน  บ้านพัก  และเมื่อไปถึงโรงเรียน ทุกอย่างมันตรงข้ามเลย โอ้....เราถูกหลอก แต่ก็ไม่รู้สึกผิดหวังอะไรเพราะโรงเรียน หมู่บ้านแห่งนี้ มีสภาพไม่ต่างกับบ้านเกิดเท่าไหร่นัก ดีเสียอีกได้เงินเพิ่มเบี้ยกันดาร แต่ที่เห็นผลแตกต่างคือ ผมจบด้านการสอนมัธยม วิชาเอก “ชีวะ เคมี” ได้มาสอน ไทย คณิต สปช. สลน. กพอ. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงต้องขวนขวายใช้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น แต่มันก็ผ่านมาได้ และรู้สึกขอบคุณชมรมอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยฯ หากผมไม่ได้ออกค่ายอาสาพัฒนาระหว่างปิดเทอมตอนเป็นนักศึกษา  คงไม่มีเพลงทั้งสี่เพลงที่ใช้สอนเด็กสอนตลอดเป็นครู 4 ปีกว่า อย่างแน่นอน....ผมจำได้

 

          ผมเป็นครูผู้สอนห้าปี จนกระทั่ง วันที่ 1 มกราคม 2536 ผมเปลี่ยนสายงานมาเป็นสายบริหารโรงเรียน และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เปลี่ยนเป็นสายงานบริหารการศึกษา จากหน่วยงานระดับอำเภอ จนถึงระดับเขตพื้นที่การศึกษา ทุกลำดับย่างก้าวของความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่ ล้วนผ่านมาด้วยกระบวนการสอบทุกครั้ง....จำได้ว่า.....มากกว่าสิบครั้ง

 

          ผมทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้  จะเรียกว่า “ติวเตอร์” หรือ อะไรก็แล้ว แต่งตำรา เอกสาร คู่มือ สื่อสำหรับการเตรียมสอบสายครูโดยเฉพาะ  ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2537 หากนับเวลาถึงปัจจุบันก็กว่า 20 ปีแล้ว หากเป็นชิ้นงานก็เกือบถึงร้อยรายการ....ผมจำได้

 

 เยี่ยม !! คนถามชมเชยผม ที่เล่าสิบนาทีพอดี และถามผมต่อว่า สิ่งที่คุณเล่ามา คุณอยากบอกอะไร .... ผมตอบไป ผมอยากบอกว่า...

 

          1. ความสำเร็จของผม คือ การได้ทำงานราชการและมีหน้าที่การงานที่ดีนั้นคือ เป้าหมายที่วางไว้เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เวลานี้เป้าหมายก็อยู่ตรงนี้ ผมทำได้ ผมประสบความสำเร็จแล้ว

          2. ความร่ำรวย ก็เป็นความสำเร็จของผม แต่นิยามความร่ำรวยผม คือ มีบ้านอาศัย มีรถยนต์ใช้ ไม่เป็นหนี้ มีเงินใช้จ่ายสามารถซื้อหาสิ่งที่ต้องการได้ มีเงินเก็บออมไว้ใช้เมื่อคราวจำเป็น ผมรวยแล้ว และผมไม่จำเป็นจะต้องมีเงินเก็บเป็นสิบหรือยี่สิบล้าน เพราะมันเกินความจำเป็น

          3. การสอบได้ ก็เป็นความสำเร็จของผมเช่นกัน การสอบบรรจุเป็นครูได้เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในเวลานั้น การสอบได้เพื่อเลื่อนตำแหน่งทุกครั้งถือเป็นความสำเร็จระหว่างทาง ถึงการสอบได้เป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ แต่มันยังไม่ใช่ความสำเร็จแท้จริง ความสำเร็จในชีวิตเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ของผม ข้อ 1และ ข้อ 2 ข้างบน รวมทั้งข้อ 8 ด้านล่าง

          4. ทุกคนมีสมองขนาดไม่แตกต่างกัน ระดับสติปัญญาอาจแตกต่างกันบ้างตามค่าสถิติที่คนคิดประดิษฐ์วัด แต่ความเป็นอัจฉริยะทุกคนมีมาตั้งแต่เกิดแล้ว สำคัญคือจะบริหารจัดการ เรียกหรือดึงเอาศักยภาพของสมองของแต่ละคนมาใช้แค่ไหน อย่างไร ...สิ่งนี้เองจะส่งผลต่อการสอบได้ หรือสอบตก

          5. สมองเป็นส่วนหนึ่งของกาย ควบคุมอวัยวะต่างๆ ให้ทำงาน ช่วยการเคลื่อนไหว มองเห็น และจดจำ สมองเราเป็นสิ่งที่วิเศษ มหัศจรรย์มาก ทำไมผมหรือท่านจำเรื่องสมัยเด็ก ๆ จำเหตุการณ์ตอนโต จนถึงเรื่องเมื่อวานนี้ และ จะทำอะไรในวันนี้ได้ ทำไมจำเนื้อหาไปทำข้อสอบได้ เพราะสมองสุดยอดมหัศจรรย์ สมองเล็ก ๆ แต่มีหน่วยบันทึกข้อมูลเอาไว้อย่างมหาศาล  และสามารถเรียกข้อมูลที่บันทึกไว้ออกมาใช้ยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์  นี่คือความสามารถของสมองในการจำ รวมทั้งการตีความ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และการนำไปใช้ ...สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการสอบได้ หรือสอบตก

         6. จิตของเรา เช่น ความเชื่อ ทัศนคติ ความปรารถนา ความอยาก ความมุ่งมั่น ทุมเท มีวินัย แรงบันดาลใจ แรงจูงใจ เหล่านี้ล้วยมีผลต่อสมอง และแน่นอน... มีผลต่อการสอบได้หรือสอบตก

         7. จิตเป็นกายนายเป็นบ่าว ตัวเราประกอบด้วยกายและใจ (จิต) อยู่ด้วยกันแยกกันไม่ได้ จิตสามารถสั่งสมองได้  “จะสอบพรุ่งนี้แล้วนะตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือเร็ว ต้องสอบให้ได้นะถึงจะมีงานทำ คุณสอบได้แน่ คนอื่นยังสอบได้ เราทำไมจะทำไม่ได้ ทำได้ซิ สู้ๆ นะ”  นี่ตัวอย่างจิตสั่งสมอง ส่งให้กายต้องลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ ... นี่มีผลต่อการสอบได้หรือสอบตก

         8. ความสำเร็จของการสอบได้ของผม ไม่ได้เกิดจากมีสติปัญญาที่เป็นเลิศ แต่เกิดจากที่สามารถบริหารจิตและสมองได้ ตรงนี้เองที่ทำให้การเตรียมตัวสอบและการสอบมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการสอบได้ทุกครั้ง นี่เป็นการเรียนรู้จนเกิดเป็น “ประสบการณ์”

 

ประสบการณ์นี้เอง มันทำให้เกิด ”เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของผมขึ้นมา” คือ การใช้ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่เกิดสัมฤทธิผล ”สอบได้” มาช่วยเหลือผู้คนกลุ่มเป้าหมายการสอบให้ “สอบได้” โดยเฉพาะผู้ที่จะสอบบรรจุเข้าทำงาน (เน้นเข้าทำงานราชการ) อันเป็นความสำเร็จของคนๆ หนึ่ง ซึ่งอาจเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขา บางคนอาจเป็นความสำเร็จที่ “จำไม่รู้ลืม” ก็ได้ เขาคงจะสุขใจ และผมคงจะสุขใจ ถือว่า “เป็นความสำเร็จร่วมกัน” สิ่งนี้เป็นความสุข เป็นความปรารถนาแรงกล้า ถ้าทำได้นั้นคือ “การประสบผลสำเร็จขั้นสุดยอด” ของผม

 

          อึม...น่าสนใจ....คนถามเริ่มอินกับผมแล้ว ยังถามต่อว่า “คนจะช่วยเหลือผู้คนกลุ่มเป้าหมายการสอบให้"สอบได้" ได้อย่างไร” เข้าทางผมซิ...ผมเล่าต่อว่า ผมจะ...

          1. บอกเล่าถ่ายทอดประสบการณ์โดยการเขียนข้อเขียน หรือ บทความ ลงที่ Page และ เว็บไซต์ของผม  www.drborworn.com   ทุก ๆ สัปดาห์ ๆ ละ 3-4 บทความ ให้กับสมาชิก เพื่อน หรือผู้สนใจได้อ่าน ศึกษา เรียนรู้ สาระมีทั้งความรู้  แนวข้อสอบ เทคนิคการเตรียมตัวสอบ กระบวนการพัฒนาสมองและจิตเพื่อเตรียมตัวสอบที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวทางฝึกปฏิบัติให้เกิดทักษะ ความชำนาญด้านการสอบ

          2. จัดทำสื่อ ตำรา E-book E-learning VDO และ ฐานข้อมูลออนไลน์ www.sobkroo.com เพื่อเป็นสื่อ และแหล่งเรียนรู้ที่ใช้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

   3. จัดทำหลักสูตรฝึกอบรม สำหรับผู้สนใจ เพื่อเติมเต็ม เสริมสร้างประสบการณ์ และสร้างความมั่นใจในการสอบให้มากยิ่งขึ้น ดังโมเดลต่อไปนี้

 

 

  ผมไม่มั่นใจว่า ผู้ถามได้คำตอบพึงพอใจหรือไม่ แต่สังเกตเห็นพยักหน้าหลายครั้ง ครู่หนึ่งมีเสียงโทรศัพท์มาจากเครื่องผู้ถาม เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้ผม ...นั่นงานเลี้ยงเลิกลาแล้ว

 

  ท่านครับ สิ่งที่เล่ามา ผมเองต้องการบอกถึง ความเป็นมาและจุดประสงค์ที่ผมเปิด PAGE และเว็บไซต์ www.drborworn.com  เป็นความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะทำเพื่อบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ดังกล่าวข้างต้น

 

  หากท่านคือกลุ่มเป้าหมายที่ผมกล่าว อยากให้ท่านใช้ช่องทางนี้อีกแหล่งเรียนรู้หนึ่งสำหรับการเรียนรู้ หรือหากท่านได้ทำงานแล้ว ความรู้ ประสบการณ์ในนี้ จะสามารถนำไปใช้ในการสอบเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นได้ หรืออาจนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน หรือ สร้างความสำเร็จกิจการ ธุรกิจส่วนตัวได้ อันเป็นการส่งต่อความสำเร็จ  และ หากท่านมีโอกาสได้อ่านบทเขียนนี้ จะเป็นกุศลและขอบคุณอย่างสูง หากจะกรุณาได้บอกต่อไปยังลูกหลาน ญาติ พี่น้อง หรือ ผู้สนใจทั่วไป ให้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ เก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์จากตรงนี้ นำไปใช้สำหรับการสอบ ซึ่งมั่นใจว่า สามารถช่วยได้แน่

 

          ด้วยความปรารถนาดีครับ

 

          สอบได้ไม่ง้อติว  Drborworn

 

ความเห็นของผู้ชม