ถึงแม้สิทธิ์ย้ายไม่มี แต่สิทธิ์สอบย้ายมี

 

ถึงแม้สิทธิ์ย้ายไม่มี แต่สิทธิ์สอบย้ายมี

 

           ครูผู้ช่วยไปบรรจุในต่างถิ่น เมื่อรู้ผลการสอบแข่งขันได้ (สอบย้าย) ควรจะดีใจ สดใส ร่าเริง แจ่มใส เพราะจะได้ย้ายกลับบ้านแล้ว แต่พอรู้ความจริงถึงกับซึม “ความจริง” นั้นคืออะไร ?

 

           สถานการณ์   อาจมีจริง ครูผู้ช่วยและครู (ที่เคยขอย้ายไม่ได้ย้าย) ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด สพฐ. แห่งหนึ่ง รวมห้าคน ทั้งหมดเป็นคนที่จังหวัดอื่น และอยู่ต่างภาค นั่งล้อมวงหลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ ถกกันถึงการไม่มีสิทธิ์ขอย้ายกรณีปกติ เนื่องจากเกณฑ์การย้ายเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องอยู่โรงเรียนนี้ต่อไปอีกให้ครบ 4 ปี จึงจะมีสิทธิ์เขียนย้ายปกติได้

          บ้างก็ว่า  เราใช้กรณีพิเศษไหม ? เพราะบางกรณีหากยังไม่ผ่านการเตรียมความพร้อมฯ เกิดสิทธิ์ยื่นได้นะ เช่น เจ็บป่วยร้ายแรง (อัยยะ !! ไม่เอา) ถูกคุกคามต่อชีวิต (แบบว่าน่ารักอะ สร้างสถานการณ์จะดีไหม ไม่ดี ผิดศีล !! ติดคุก !! ไม่เอา) ดูแลบิดา มารดา เจ็บป่วยร้ายแรงฯ (ท่านแข็งแรงดีออก เรามีพี่สาวคอยดูแล) คู่สมรสเจ็บป่วยร้ายแรงฯ (ฉันโสด เธอโสด เราทั้งหมดโสด เฮ้!! อดเลย) แล้วย้ายเพื่อประโยชน์ทางราชการล่ะ (ทุกคนมองหน้ากัน อึดใจเดียว ทันใดนั้นก็เปล่งเสียงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ว่า..ไม่เอาว่ะ)

          เอาไงเรา ติ๊ก ต๊อก ! ติ๊ก ต๊อก ! ทันใดครูในกลุ่มคนหนึ่ง เกิดอาการ “ปิ๊งแว็บ” สอบย้าย !! สอบย้าย !! โดยมีครูผู้ช่วยเพิ่งบรรจุใหม่ถามขึ้น ได้น่ะพี่? ครูรุ่นพี่ตอบ ได้ ได้ซิ !! ทันใดเสียงออดโรงเรียนก็ดังขึ้น ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าห้องสอน โดยไม่ได้ถกกันต่อถึงการจะไปสมัครสอบฯ ซึ่งวันสุดท้าย คือวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้แล้ว

 

            อ่านมาถึงตรงนี้  คงเข้าใจเจตนาที่ผมสร้างสถานการณ์ครูห้าคนได้พูดคุยกัน เพื่อย้ำว่าหากคุณครูมีความต้องการและจำเป็นที่จะขอย้ายเพื่อกลับไปสอนที่บ้านหรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ โดยไม่เกิดสิทธิ์ขอย้ายปกติ หรือมีสิทธิ์แต่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ย้าย หรือไม่เข้าข่ายการย้ายกรณีพิเศษใด ๆ เลย ก็สามารถใช้ช่องทางอีกช่องทางหนึ่ง คือ “การสอบย้าย” เรามาดูกัน

 

             ข้อกฎหมาย  “การสอบย้าย “ หรือ “ย้ายกรณีสอบแข่งขันได้” หรือ การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.2/20 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2554 ที่เข้าใจทั่วไปว่า “การสอบย้าย ตาม ว 20/2554" นั้นเอง มีสาระสำคัญ สรุปข้อกฎหมาย และอธิบายความสังเขป เป็นกรณี ๆ ดังนี้ 

           1. กรณีที่ผู้สอบแข่งขันได้เป็นครูหรือครูผู้ช่วยอยู่ก่อนแล้ว ในการไปสมัครสอบแข่งขันใหม่ต้องได้รับอนุญาตให้สมัครสอบแข่งขันและยินยอมให้ย้ายจากผู้บังคับบัญชาโรงเรียนเดิมก่อน และผู้นั้นจะต้องสมัครใจที่จะย้ายโดยผลการสอบแข่งขันดังกล่าว หมายความว่า เป็นครูผู้ช่วยหรือครูอยู่แล้ว จะสอบย้ายต้องมีหลักฐานการอนุญาตไปสมัครสอบฯแนบใบสมัครสอบฯ (ใบอนุญาตฯจะเป็นแบบฟอร์ม มีสาระสำคัญว่า ผู้มีอำนาจอนุญาตฯได้อนุญาตให้บุคคลนี้ไปสอบแข่งขันได้ และหากถึงคิวเรียกตัวบรรจุก็ไม่ขัดข้องที่จะให้บุคคลนี้ย้ายตามผลการสอบแข่งขันได้) หลักฐานนี้ยื่นคำขอที่โรงเรียน กรณีเป็นครูผู้ช่วยและครูไม่มีวิทยฐานะ ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตฯคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนครูที่มีวิทยฐานะเมื่อยื่นที่โรงเรียนแล้วให้ต่อไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตฯ

           2. กรณีผู้สอบแข่งขันได้ยังมิได้บรรจุเป็นครูผู้ช่วย แต่เป็นผู้สอบแข่งขันได้และขึ้นบัญชีรอการบรรจุไว้ในหน่วยงานหนึ่งแล้ว และในขณะที่รอการบรรจุแต่งตั้งตามผลการสอบแข่งขันได้จากหน่วยงานสองนั้น ที่เดิม (หน่วยงานหนึ่ง) ก็เรียกบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ต่อมาที่ใหม่ (หน่วยงานสอง) ก็เรียกบรรจุฯ อีก ในกรณีนี้ ผู้นั้นต้องสมัครใจที่จะย้ายโดยผลการสอบแข่งขัน แต่ไม่ต้องได้รับอนุญาตและยินยอมให้ย้ายจากผู้บังคับบัญชาเดิม เนื่องจากในวันที่สมัครสอบที่ใหม่ ผู้นั้นยังไม่ได้เป็นครูผู้ช่วย กรณีนี้หมายความว่า เดิมยังไม่ได้เป็นครูผู้ช่วย ไปสอบไว้สองเขตฯ โดยเขตฯหนึ่งเรียกบรรจุไปแล้ว ต่อมาเขตฯสองก็เรียกบรรจุอีก กรณีนี้หากเราจะย้ายจากเขตฯหนึ่งมาเขตฯสอง ก็ทำได้ โดยไม่ต้องมีหลักฐานการอนุญาตจากผู้อำนวยการโรงเรียนของเขตฯหนึ่ง เมื่อได้รับหนังสือเรียกตัวบรรจุ ต้องทำเรื่องจากโรงเรียนผ่านเขตฯหนึ่ง เพื่อที่จะออกหลักฐานแสดงความสมัครใจที่จะย้ายโดยผลการสอบแข่งขันไปรายงานตัวที่เขตฯสอง

           3. กรณีเป็นครูผู้ช่วยหรือครูอยู่แล้ว ให้ย้ายผู้สอบแข่งขันได้ไปแต่งตั้งโดยให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งและคุณวุฒิที่ผู้นั้นสอบแข่งขันได้ หากผู้ใดได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราเงินเดือนตามตำแหน่งและคุณวุฒิที่สอบแข่งขันได้ ให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนในอันดับและขั้นเดิม แต่ต้องไม่สูงกว่าอันดับและขั้นสูงสุดของเงินเดือนในอันดับสำหรับตำแหน่งที่สอบแข่งขันได้ หากผู้สอบแข่งขันได้ดำรงตำแหน่งครูอยู่แล้วให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งครู อันนี้หมายความว่า เงินเดือนให้ได้รับเท่าเดิม กรณีเป็นครูแล้วถึงไปสอบในตำแหน่งครูผู้ช่วย แต่เวลาแต่งตั้งก็ต้องแต่งตั้งเป็นครู มิใช่ครูผู้ช่วย

           4. กรณีผู้สอบแข่งขันได้ที่เป็นครูผู้ช่วยอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ให้นำผลการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มไปดำเนินการต่อในหน่วยงานการศึกษาใหม่ อันนี้ความหมายมันเกี่ยวกับระยะเวลาการเตรียมความพร้อมฯ โดยให้นับเวลาที่เดิมด้วยเหลือเท่าไหร่ก็ไปทดลองต่อจนครบ 2 ปี  ซึ่งในวันไปรายงานตัว ณ แห่งใหม่ นอกจากมีหนังสือส่งตัว แล้วจะมีเอกสารแสดงระยะเวลาและผลการประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มฯ ที่ผ่านมาจากโรงเรียนเดิมแนบมาด้วย

            5. กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งครูหรือครูผู้ช่วยอยู่ก่อน ให้ขออนุมัติจาก ก.ค.ศ.เป็นการเฉพาะราย อันนี้อาจหมายถึง บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค (2) ที่อยากเปลี่ยนสายงานเป็นครูผู้สอน ก็ใช้สิทธิ์นี้ไปสอบได้ แต่การจะบรรจุแต่งตั้งให้เป็นครูผู้ช่วยหรือครูแล้วแต่กรณีนั้น อันนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่จะเรียกบรรจุฯ ให้ทำเรื่องขออนุมัติไป ก.ค.ศ. เป็นราย ๆ ไป  แต่กรณีเป็นตำแหน่งอื่น เช่น ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ประสงค์จะไปสอบแข่งขันฯเพื่อจะไปเป็นครู อันนี้ต้องผ่านด่านตีความจากการรับสมัครสอบก่อนว่า ได้ หรือ ไม่ได้  แต่ความจริงคงไม่มีใครทำเพราะอาจโดนสอบสวนวินัยได้

 

             แนวปฏิบัติ ในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายกลุ่ม โดยกลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ ผู้สอบแข่งขันได้ หน่วยงานทั้งสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์คณะบุคคล ดังนี้

              1. ครูผู้ช่วยหรือครู ที่ประสงค์จะไปสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยเพื่อการย้าย ให้ทำบันทึกข้อความถึงผู้บริหารโรงเรียน เพื่อขอให้ออกหนังสืออนุญาตให้ไปสมัครสอบแข่งขันและยินยอมให้ย้ายเมื่อสอบแข่งขันได้ โดยผู้อำนวยการโรงเรียนจะเป็นผู้มีอำนาจลงนามในหนังสืออนุญาตสำหรับครูผู้ช่วยและครู แต่ถ้าเป็นครูที่มีวิทยฐานะให้เสนอผ่านผู้อำนวยการโรงเรียนไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ซี่งมีอำนาจตามมาตรา 53 เป็นผู้มีอำนาจลงนามหนังสืออนุญาตฯ เจ้าตัวจะต้องนำหลักฐานนี้ไปประกอบการสมัครสอบแข่งขันฯ โดยอย่าลืมสำเนาไว้ด้วย

               2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเจ้าของบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ เรียกตัวผู้สอบแข่งขันได้มาเลือกโรงเรียน และหากมีกรณีที่มีผู้สอบแข่งขันได้ที่เป็นเป็นครูหรือครูผู้ช่วยและมีหลักฐานการขออนุญาตไว้ ต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้การอนุมัติ ซึ่งเป็นการรับย้ายโดยผลกาสอบแข่งขัน ส่งผลการพิจารณาไปให้สถานศึกษาออกคำสั่ง หรือสำนักงานเขตพื้นที่กรณีครูมีวิทยฐานะ ในกรณีนี้คำสั่งไม่ว่าของโรงเรียนหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ออกเป็นคำสั่งย้าย กรณีเป็นครูผู้ช่วยก็ย้ายมาเป็นครูผู้ช่วย กรณีเป็นครูก็ย้ายมาเป็นครู ไม่ใช่คำสั่งบรรจุแต่งตั้งแต่อย่างไร (ในปัจจุบันองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาอนุมัตินี้เป็นของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ.)

               3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส่งคำสั่งย้ายมาที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นทาง แจ้งไปยังสถานศึกษาให้เจ้าตัวมอบหมายงาน พร้อมกับทำหนังสือส่งตัวและเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น วันลา ผลการประเมินการปฏิบัติงาน ผลการประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม(กรณีครูผู้ช่วย) มาที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แล้วส่งตัวไปยังเขตพื้นที่การศึกษาที่รับย้ายต่อไป

                4. สถานศึกษาที่รับย้าย กรณีครูผู้ช่วย ก็ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มต่อไปจนครบเวลา 2 ปี โดยรวมเวลาที่อยู่โรงเรียนเดิมด้วย

 

            ผลลัพธ์ที่เกิด ผลการกระทำของครูและครูผู้ช่วยที่จับกลุ่มคุยกันตั้งแต่ตอนต้นของข้อเขียน จะส่งผลลัพธ์แล้ว เมื่อเขารู้ความจริงว่าการขออนุญาตไปสอบฯ นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก จะมองข้ามไม่ได้ !! เพราะมันมีผลต่อคำสั่งฯ ที่จะได้รับ

 

            ดีใจ สดใส ร่าเริง แจ่มใส….. ได้รับคำสั่งย้ายฯ เพราะได้ทำเรื่องขออนุญาตไปสมัครสอบแข่งขันฯไว้แล้ว สิทธิ์ก็จะได้ต่อเนื่อง ทั้งเวลาการรับราชการ  เวลาเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มก็นำไปนับต่อเนื่อง  รวมทั้งสิทธิประโยชน์จากราชการ อื่น ๆ

 

             ซึม ซึม...เพราะไม่ได้ทำเรื่องขออนุญาตไปสมัครสอบแข่งขันไว้ อาจเพราะไม่รู้ ไม่มีใครบอก ลืมเพราะรีบเร่ง หรือ คิดว่าไม่สำคัญ ไม่เป็นไรหรอก อย่างนี้เสียสิทธิ์  ผู้นั้นจะได้รับคำสั่งบรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วย ไม่ใช่คำสั่งย้าย จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ เงินเดือนก็ไม่ได้เลื่อนทั้งที่เป็นครูผู้ช่วยมากว่า 3 เดือน 15 วันแล้ว การเตรียมความพร้อมพัฒนาอย่างเข้มก็ต้องเริ่มต้นใหม่ วันเวลาราชการก็เสียไป...ไม่น่าเลยเรา  อ่านเป็นครูผู้ช่วย 3 เดือน 15วัน ได้เลื่อนเงินเดือนไหม

 

              ถึงกับไห้โฮ......แน่ หากเป็นครู หรือ ครูผู้ช่วยนานแล้ว อย่างนี้ ทั้งเสียดาย เสียดาย และไม่น่าเลย ไม่น่าเลย !!

 

              ในโอกาสที่จะเปิดสอบแข่งขันครูผู้ช่วยฯในเร็ววันนี้......นี้เป็นทางเลือกทางหนึ่งสำหรับข้าราชการครู ผู้ที่ผิดหวังจากการไม่ได้ย้ายฯ หรือไม่เกิดสิทธิ์ย้ายฯ ว่าทางราชการให้โอกาสเราแล้ว แต่อย่าลืมอ่านอ่านหนังสือ นะครับ 

              และเป็นข้อเตือนใจที่ดี สำหรับผู้ที่จะใช้สิทธิ์ย้ายตามช่องทางนี้.... ว่าอย่าลืมทำเรื่องขออนุญาตไปสมัครสอบฯให้ถูกต้องโดยเด็ดขาด นะครับ

 

สอบได้ไม่ง้อติว Dr.borworn

 

 

กฎหมายที่ใช้อ้างอิง

     1. ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยผลการสอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ ๐๒๐๖.๒/ว ๒๐ ลงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔

     2. หนังสือขออนุญาตให้ข้าราชการไปสมัครสอบแข่งขันครูผู้ช่วยฯ

     3. ว8/2546 หลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายผู้สอน (หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ศธ. 0206.3 /ว.8 ลว. 5 กรกฏาคม 2549)

     4. ว16/2558 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ความเห็นของผู้ชม